ห้องเรียนครูคนแรก : ส่องใน สว่างนอก

Share

“เมื่อใจไม่เคยหยุดพัก”
คุณเคยรู้สึกไหมว่าชีวิตคนเราเหมือนไม่เคยหยุดวิ่ง  แม้ในช่วงเวลาที่เรานั่งนิ่ง ๆ แต่ใจยังคิดไปคิดมา กังวลเรื่องพรุ่งนี้ คิดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านไปแล้ว คิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ จนเหนื่อยล้า


ห้องเรียนวันนี้ ได้พาเรียนรู้เทคนิคที่จะช่วยให้เราได้หยุดพัก และกลับมาอยู่กับตัวเอง เริ่มต้นด้วยการพาเราเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “สติ” และ “สมาธิ”
  • สติ...ความสามารถในการจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำในปัจจุบันโดยไม่ถูกความเครียดหรือความคิดอื่นรบกวน เหมือนกับการมี “ดวงไฟ” คอยส่องให้เราได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน
  • สมาธิ...การหยุดความคิดปรุงแต่ง การไม่เข้าไปแต่งเติม หรือตีความสิ่งที่เกิดขึ้น แค่เพียง “เฝ้าดู” อย่างเป็นกลาง
  

 
ความสงบที่แท้จริง ไม่ใช่การไม่มีความคิด ไม่ใช่สภาวะที่สมองว่างเปล่า แต่เป็นสภาวะที่เราสามารถอยู่กับปัจจุบันได้โดยไม่จมไปกับความคิดที่ผุดขึ้นมา เราสามารถอยู่กับลมหายใจได้ โดยที่ความคิดเหล่านั้นไม่มีอิทธิพลต่อจิตใจ
 

ความคิดไม่ใช่ “อุปสรรค" แต่เป็น "อุปกรณ์"

เราอาจเคยเห็นความคิดเป็นศัตรูของการฝึกสมาธิ ให้เราลองจินตนาการว่ากำลังยกดัมเบล ความคิดที่ดึงเราออกไปก็เหมือนแรงโน้มถ่วง การดึงสติกลับมาที่ลมหายใจก็เหมือนการออกแรงยก ยิ่งเรามีความคิดแวะมาเยี่ยมเยือนบ่อย สติก็จะยิ่งแข็งแรงขึ้น
 

ประโยชน์ของการฝึกสติ

เมื่อรู้ทันความคิดโดยไม่คิดตาม จิตใต้สำนึกจะค่อยๆปลดปล่อยความเครียดและความกังวลที่สะสมอยู่ แต่ถ้าเราพยายามผลักไสหรือเพลิดเพลินไปกับความคิด มันจะถูกเก็บกลับเข้าไปในจิตใต้สำนึกเหมือนเดิม
 

“จากกายสู่ใจ”

การเดินช้า ๆ โดยให้รับรู้ความรู้สึกที่ฝ่าเท้า สัมผัสพื้นผิว และน้ำหนักที่เปลี่ยนไป หรือการ Squat เพื่อให้ได้สังเกตการเต้นของหัวใจ รับรู้ลมหายใจที่ถี่ขึ้น เฝ้าดู "อาการ" ของร่างกายที่ปลี่ยนแปลงไป

 


  

"เป็นผู้ดูไม่ใช่ผู้เป็น”

ถ้าเราเริ่มชำนาญในการดูกายแล้ว จะก้าวไปสู่การดูจิต ซึ่งคือการเฝ้าสังเกต ความรู้สึก และ ความคิด นั่นคือการเป็น "ผู้ดู" ไม่ใช่ "ผู้เป็น" เช่น แทนที่จะรู้สึกว่า "ฉันโกรธ" ก็เปลี่ยนเป็นการ "เห็นความโกรธ" ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายและจิตใจ ลองเปรียบเทียบเหมือนเรากำลังดูหนังสักเรื่อง ตัวเราเป็นเพียงผู้ดูไม่ใช่เป็นตัวละครในเรื่อง
 

"ติดป้ายความคิด"

เมื่อมีความคิดเกิดขึ้น ให้ลอง "ติดป้าย" ความคิดนั้น เช่น "คิดแล้วนะ" หรือ "กังวลแล้วนะ" การทำเช่นนี้ทำให้เรารู้ทันความคิด และเห็นว่าความคิดนั้นเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไป ไม่ใช่ตัวตนของเรา
 

"การปล่อยวาง "

การปล่อยวางไม่ใช่การพยายามผลักไสความคิด แต่คือการเฝ้าดูอาการเหล่านั้นอย่างเป็นกลาง ไม่เข้าไปตัดสิน ไม่แทรกแซง ยอมรับว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นและดับไปตามธรรมชาติ
 

“เกมแห่งการตื่นรู้ ”

การฝึกสติไม่ใช่การต่อสู้กับความคิด แต่เป็นเหมือนเกมที่เล่นกับตัวเอง นั่งนิ่งๆดูลมหายใจเข้าออก มีความคิดแวะมาบ้าง กลับมาที่ลมหายใจบ้าง ไปมาแบบนี้เรื่อยๆ

  

  
ความสงบอาจไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง แต่อยู่ในทุกก้าวของการเดินทาง บางสิ่งที่เราตามหามาตลอดชีวิต อาจจะอยู่ตรงนี้แล้วก็ได้...อยู่ในทุกลมหายใจของเรา

 
บันทึกโดย แม่เจี๊ยบ (น้องนีร ม.2)
. . . . . . .
จากห้องเรียนส่องใน สว่างนอก :
สติ I สื่อสาร I สัมพันธภาพ

ชมภาพเพิ่มเติมได้ ที่นี่

บทความที่เกี่ยวข้อง