“เมื่อใจไม่เคยหยุดพัก”
คุณเคยรู้สึกไหมว่าชีวิตคนเราเหมือนไม่เคยหยุดวิ่ง แม้ในช่วงเวลาที่เรานั่งนิ่ง ๆ แต่ใจยังคิดไปคิดมา กังวลเรื่องพรุ่งนี้ คิดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านไปแล้ว คิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ จนเหนื่อยล้า

ความคิดไม่ใช่ “อุปสรรค" แต่เป็น "อุปกรณ์"
เราอาจเคยเห็นความคิดเป็นศัตรูของการฝึกสมาธิ ให้เราลองจินตนาการว่ากำลังยกดัมเบล ความคิดที่ดึงเราออกไปก็เหมือนแรงโน้มถ่วง การดึงสติกลับมาที่ลมหายใจก็เหมือนการออกแรงยก ยิ่งเรามีความคิดแวะมาเยี่ยมเยือนบ่อย สติก็จะยิ่งแข็งแรงขึ้น
ประโยชน์ของการฝึกสติ
เมื่อรู้ทันความคิดโดยไม่คิดตาม จิตใต้สำนึกจะค่อยๆปลดปล่อยความเครียดและความกังวลที่สะสมอยู่ แต่ถ้าเราพยายามผลักไสหรือเพลิดเพลินไปกับความคิด มันจะถูกเก็บกลับเข้าไปในจิตใต้สำนึกเหมือนเดิม
“จากกายสู่ใจ”
การเดินช้า ๆ โดยให้รับรู้ความรู้สึกที่ฝ่าเท้า สัมผัสพื้นผิว และน้ำหนักที่เปลี่ยนไป หรือการ Squat เพื่อให้ได้สังเกตการเต้นของหัวใจ รับรู้ลมหายใจที่ถี่ขึ้น เฝ้าดู "อาการ" ของร่างกายที่ปลี่ยนแปลงไป

"เป็นผู้ดูไม่ใช่ผู้เป็น”
ถ้าเราเริ่มชำนาญในการดูกายแล้ว จะก้าวไปสู่การดูจิต ซึ่งคือการเฝ้าสังเกต ความรู้สึก และ ความคิด นั่นคือการเป็น "ผู้ดู" ไม่ใช่ "ผู้เป็น" เช่น แทนที่จะรู้สึกว่า "ฉันโกรธ" ก็เปลี่ยนเป็นการ "เห็นความโกรธ" ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายและจิตใจ ลองเปรียบเทียบเหมือนเรากำลังดูหนังสักเรื่อง ตัวเราเป็นเพียงผู้ดูไม่ใช่เป็นตัวละครในเรื่อง
"ติดป้ายความคิด"
เมื่อมีความคิดเกิดขึ้น ให้ลอง "ติดป้าย" ความคิดนั้น เช่น "คิดแล้วนะ" หรือ "กังวลแล้วนะ" การทำเช่นนี้ทำให้เรารู้ทันความคิด และเห็นว่าความคิดนั้นเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไป ไม่ใช่ตัวตนของเรา
"การปล่อยวาง "
การปล่อยวางไม่ใช่การพยายามผลักไสความคิด แต่คือการเฝ้าดูอาการเหล่านั้นอย่างเป็นกลาง ไม่เข้าไปตัดสิน ไม่แทรกแซง ยอมรับว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นและดับไปตามธรรมชาติ
“เกมแห่งการตื่นรู้ ”
การฝึกสติไม่ใช่การต่อสู้กับความคิด แต่เป็นเหมือนเกมที่เล่นกับตัวเอง นั่งนิ่งๆดูลมหายใจเข้าออก มีความคิดแวะมาบ้าง กลับมาที่ลมหายใจบ้าง ไปมาแบบนี้เรื่อยๆ



