“พุทธศาสนาสอนให้มนุษย์ประเสริฐด้วยการฝึกตน ด้วยการกระทำ ไม่ใช่ด้วยความเชื่อ”
คือหัวใจของการปฏิบัติธรรมที่นักเรียนโรงเรียนปัญญาประทีป ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑–๖ ได้ร่วมฝึกฝนตลอด ๓ วัน ๒ คืน ณ สำนักปฏิบัติธรรมแสงธรรมส่องชีวิต อ.ปากช่อง ระหว่างวันที่ ๓ – ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๙
ค่ายปฏิบัติธรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อบ่มเพาะชีวิตนักเรียนตามแนวทาง พุทธปัญญา ผ่านหลัก ภาวนา ๔ (กาย ศีล จิต ปัญญา) เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ออกจากความคุ้นชินของชีวิตประจำวัน มาฝึกสติ ศึกษาและเรียนรู้ตนเองในสภาพแวดล้อมที่สงบ เพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางจิต รู้เท่าทันความคิด อารมณ์ และความรู้สึก อันเป็นรากฐานของการดำเนินชีวิต
ตลอด ๓ วัน ๒ คืน นักเรียนค่อย ๆ ฝึกฝนผ่านการทำวัตรเช้า–เย็น นั่งสมาธิ เดินจงกรม รักษาศีล ฟังธรรม สนทนาธรรม และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ออกแบบให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ทั้งการรู้เท่าทันกายและใจ การสื่อสารอย่างมีสติ และกิจกรรม Natural Mandala ที่ชวนให้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติ พร้อมเรียนรู้ความจริงของชีวิตว่า ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงและไม่เที่ยง
อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของค่าย คือการได้ฟังพระธรรมเทศนาและซักถามข้อสงสัยกับ พระอาจารย์ชยสาโร ซึ่งช่วยเปิดมุมมอง เสริมสร้างปัญญา และจุดประกายให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของการฝึกตนผ่านการปฏิบัติจริง (ติดตามบันทึกใต้ภาพ โดยแม่มิ้ม - น้องเอม ม.๒ และพ่อวี - น้องณิชา ม.๒)
เบื้องหลังการเรียนรู้ครั้งนี้ เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของ ผู้ปกครองอาสา “ธรรมะบริกร” ตัวแทนจากทุกระดับชั้น ที่สละเวลาและแรงกายมาร่วมดูแลกิจกรรม สนับสนุนการเรียนรู้ และเป็นกำลังสำคัญที่คอยสนับสนุนคุณครูตลอดทั้ง ๓ วัน
ผู้ปกครองหลายท่านสะท้อนว่า นอกจากเด็ก ๆ จะได้ฝึกตนเองแล้ว ผู้ใหญ่เองก็ได้เรียนรู้การปฏิบัติธรรม และการเรียนรู้ตนเองเช่นกัน หลายคนประทับใจที่ได้เห็นความเพียรของเด็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ฝึกฝืนความง่วง ความเบื่อ และความเคยชินของตนเอง แม้จะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ทุกความพยายามล้วนเป็นก้าวสำคัญของการฝึกใจ
เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาที่หว่านลงในใจของเด็กแต่ละคนอาจเติบโตไม่พร้อมกัน แต่ทุกความเมตตา ทุกการเสียสละ และทุกแรงสนับสนุนจาก บ้านและโรงเรียน ล้วนเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่จะค่อย ๆ หล่อเลี้ยง “ประทีปแห่งปัญญา” ให้ส่องสว่างอยู่ในใจของเด็ก ๆ และเติบโตเป็นแสงนำทางในการดำเนินชีวิตต่อไป
โรงเรียนปัญญาประทีป ขอกราบอนุโมทนาและขอขอบพระคุณคณะครู ผู้ปกครองธรรมะบริกร ตลอดจนสำนักปฏิบัติธรรมแสงธรรมส่องชีวิต ที่เอื้อเฟื้อสถานที่และอำนวยความสะดวกในทุกด้าน จนกิจกรรมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุเป้าหมายในการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้เพื่อการ “ฝึกตน”
#ปัญญาประทีป #พุทธปัญญานำสมัย
บันทึกโดย แม่มิ้ม (น้องเอม ม.๒)
“พุทธศาสนาสอนให้มนุษย์ประเสริฐด้วยการฝึกตน ด้วยการกระทำ ไม่ใช่ด้วยความเชื่อ”
คำสอนของพระอาจารย์ชยสาโร ในพิธีมอบตัวเป็นศิษย์ ในการปฏิบัติธรรมของนักเรียนโรงเรียนปัญญาประทีป ม.๑ - ๖ (๓-๕ กรกฎาคม ๒๕๖๙)
.. การฝึกตนเองบางเรื่องบางคราวก็ง่าย บางเรื่องบางคราวก็ยาก เพราะต้องฝืนความเคยชินที่เป็นเรือนจำของปุถุชน เพราะมันง่าย เราชิน จึงพอใจแค่นั้น เหมือนกบในบ่อน้ำ คิดว่าบ่อน้ำคือ จักรวาลทุกอย่าง เมื่อมีนกมาเล่าถึงโลกกว้างให้ฟัง กบกลับไม่เชื่อและพอใจเพียงแค่นี้
ในทางศาสนา เราจึงควรมีความทะเยอทะยาน (ambitious) ในการพัฒนาตน ความทะเยอทะยานทางโลก เป็นเรื่องเด็กเล่น เงินทอง ชื่อเสียง ชีวิตจะดีหรือไม่ดี จึงอยู่ที่การกระทำของเรา
สมัยเป็นเด็ก พระอาจารย์เคยพยายามหนีจากสิ่งต่างๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าถูกบังคับ ออกไปทำงานก่อสร้าง เก็บเงินเพื่อไปอินเดีย อยากมีอิสระ ไม่ต้องมีใครมาบังคับ แต่กลับพบว่า สิ่งที่บังคับเราจริงๆ คือ กิเลส
ทั้งที่รู้ว่าดี แต่ไม่ทำ เพราะกิเลสมันบังคับ เป็นขี้ข้ากิเลส มีกิเลสเป็นนาย ..
มนุษย์เราไว้ใจตัวเองไม่ได้ เพราะเข้าข้างตัวเอง จึงต้องฝึกสติเพื่อให้รู้จักตัวเอง ..
ทำอย่างไร เราจึงจะหลุดพ้นจากกิเลสที่บังคับกาย วาจา ใจเรา ..
คนที่ไม่เอาเรื่องสติเลย เป็นคนทุจริต เพราะกลัวจะเห็นความไม่ดีของตัวเองเป็นที่สุด ..
เราต้องกล้าทำความรู้จักตัวเอง หาข้อดี ข้อเสียของเรา บางคนดีแต่พูด ให้คำปรึกษาคนอื่น สอนคนอื่นได้ แต่สอนตัวเองไม่ได้
.. เคยมีครูมากราบหลวงพ่อชา หลวงพ่อท่านถามว่า “เป็นครูเหรอ เป็นครูแบบไหน ครูที่สอนคนอื่นหรือสอนตัวเอง?”
ชีวิตเราที่ผ่านไปแต่ละวัน ชีวิตก็เหลือน้อยลงอีกหนึ่งวัน ไม่รู้จะอยู่ได้อีกกี่ปี เราจึงควรฝึกพิจารณาการมีสติในชีวิต พระพุทธเจ้าสอนให้ดู สอนให้รู้ รู้จักความจริงในชีวิต ความดี-ความไม่ดี ความน่าชื่นชม-ความน่าเกลียด เป็นอย่างไร
เรามีสิ่งมากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตลอดเวลา มีชอบ-ไม่ชอบ เกิดเป็นการโต้ตอบกลับไปโดยอัตโนมัติ ถ้าเป็นอย่างนี้ .. ถือว่าชีวิตคับแคบ เราจะเลือกทำเต็มที่ในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ไม่ชอบก็ไม่ทำอย่างนั้นหรือ ชีวิตเราจะมีแค่นี้จริงๆ หรือกับการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์
สิ่งที่ชอบ มันดีร้อยเปอร์เซ็นต์จริงหรือ ..
สิ่งที่ไม่ชอบ มันแย่ร้อยเปอร์เซ็นต์จริงหรือ ..
ถ้าคิดอย่างนี้ชีวิตก็ขาดทุน ถ้าจะเลือกแต่สิ่งที่ชอบชีวิตก็คับแคบ ..
เราควรมีสติเป็นกันชน (buffer) ต่อสิ่งที่มากระทบ เปลี่ยนการตอบสนองโดยสัญชาตญาณ เป็นการตอบสนองโดยสติและปัญญา ไม่เลือกเพียงเพราะถูกใจหรือไม่ถูกใจ แต่ใช้ปัญญาพิจารณาถึงพิษภัย
เวลาเราถูกกิเลสสั่ง มันบังคับเราด้วยโลภ โกรธ หลง เราเห็นมันทันไหม ..
แม้เราประสบความสำเร็จทางโลก มีชื่อเสียงเงินทอง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับความสุข เราต้องเอาดีทั้งทางโลกทางธรรม จึงจะเรียกว่า “สำเร็จ” ต้อง “ฝึกตน” คนฝึกตน จึงเป็นผู้มีสัจจะ มีความอดทน คนจึงเชื่อฟัง ถ้าเราไม่มีความอดทน คนก็ไม่อยากเข้าใกล้
มีสติต้องคู่กับมีปัญญาที่ปราศจากความลำเอียงเข้าข้างตนเอง ..
ขอให้เด็กๆ ตั้งใจปฏิบัติธรรม ผลที่ได้จะอยู่กับเราตลอดไป แม้เราจบจากโรงเรียนปัญญาประทีปไปแล้ว วิชาการไม่ได้อยู่ระยะยาว เพราะทุกวันนี้สังคม เทคโนโลยีต่างๆ เปลี่ยนแปลงทุกวัน แต่วิชาชีวิตที่เราเอาชนะกิเลสได้จะอยู่กับเราตลอดไป …
กราบขอบพระคุณในความเมตตาของพระอาจารย์ที่มีต่อเด็กๆ ตลอดเวลา ๓ วัน ๒ คืน ที่แม่มาร่วมเป็นธรรมะบริกร ได้เห็นพระอาจารย์มาแสดงธรรม ตอบคำถามให้ลูกๆ ทุกวัน ไม่ว่าจะค่ำมืดแค่ไหน
ภาพที่แม่เห็นจากการนั่งอยู่แถวหลังสุด ร่วมปฎิบัติธรรมไปกับเด็กๆ มันคือ ความอดทน พยายาม ฝึกฝน ฝึกฝืนตนเอง บางคนพยายามฝืนความง่วง หลายคนพยายามฝืนความเบื่อ และอีกหลายคนพยายามนั่งตัวตรงหลับตา ไม่ว่าหนูจะฝืนได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ภาพที่แม่มองไปมันสะท้อนถึงความเคารพต่อตัวเอง และเคารพต่อผู้อื่น
ขอบคุณที่พวกหนูอดทน สู้สิ่งยาก ..
ขอบคุณที่เมตตาต่อแม่ ทุกครั้งที่แม่เข้าไปแตะตัว พวกหนูจะมีสติรู้ตัวได้เอง ..
ขอบคุณที่กรุณาต่อแม่ อนุญาตให้แม่ได้เตือน ได้บอกพวกหนูได้อย่างสบายใจ ..
ขอบคุณที่เป็นกัลยาณมิตร เป็นสะพาน ให้แม่ได้มาฝึกฝน ฝึกฝืนไปกับพวกหนู ..
ต้นกล้าปัญญาประทีปแปลงนี้ กำลังได้รับปุ๋ยจากธรรมะพระอาจารย์ กำลังได้การรดน้ำ พรวนดิน เพื่อบ่มเพาะภูมิคุ้มกันให้ชีวิตตั้งแต่เยาว์วัย ให้ติดตัวไปตลอดชีวิต เป็นแสงแห่งปัญญา สมดังชื่อว่า ปัญญาประทีป
บันทึกโดยแม่มิ้ม (น้องเอม ม.๒)
ในฐานะแม่ที่ได้รับโอกาสเข้าร่วมปฎิบัติธรรมด้วยในบทบาทธรรมะบริกร ตลอดการปฏิบัติธรรมครั้งนี้ ทุกอย่างที่พระอาจารย์เทศน์สอน สำหรับแม่ยังคงเป็นการพัฒนาตนที่ไม่มีวันจบสิ้น เดินหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง ก็ตามดูตามรู้ไป
แต่สำหรับเด็กๆ บางคน นี่อาจเป็นเพียงอีกกิจกรรมที่โรงเรียนจัดให้ ต้องมานอนเสื่อบนพื้นแข็งๆ กับหมอนสี่เหลี่ยมใบเล็กๆ ผ้าห่มผืนบางๆ ในห้องรวมที่มีเพียงพัดลมเพดาน ทานมังสาวิรัติ ถือศิล ๘ สวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม สลับกันไปทั้งวันตั้งแต่เช้ายันค่ำ แถมต้องทำความสะอาดเรือนพัก ขัดห้องน้ำกันเอง
จึงไม่แปลกใจ ที่เห็นเด็กๆ ตั้งคำถามกับการมาปฎิบัติธรรมครั้งนี้กันอย่างมากมาย ซึ่งพระอาจารย์ได้เมตตาตอบทุกคำถามเหมือนทุกครั้ง หลายคำตอบแม่เองก็ถึงกับต้องหยุดคิด กลับมาทบทวนตัวเองในความเป็นแม่อีกรอบ
กับคำถามแรก .. ซึ่งเรียกรอยยิ้มและเสียงอื้ออึงจากกลุ่มเด็กๆ ไปทั่วลานธรรม ..
การที่โรงเรียนบังคับให้มาปฏิบัติธรรมโดยเราไม่เต็มใจ มันดีอย่างไร? พระอาจารย์ตอบอย่างตรงไปตรงมากับเด็กๆ ว่า การบังคับต้องมี เพราะกิเลสทำให้สิ่งที่ควรจะทำไม่ได้ทำ เมื่อคิดว่า เราถูกบังคับ นั่นเป็นการเบียดเบียนตัวเอง เป็นการคิดที่ไม่ฉลาด การที่แต่ละคนจะได้หรือไม่ได้อะไรออกไป จึงอยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่เราวางความคิดเรา
ตามมาด้วยคำถามจากการเกื้อกูลกันของเด็กๆ ว่า .. วิธีทำให้เพื่อนตั้งใจปฎิบัติธรรม ไม่มัวเล่นกัน มีอย่างไรบ้าง? พระอาจารย์ตอบคำถามโดยเล่าให้เด็กๆ เห็นภาพว่า ในสมัยก่อนที่วัดหนองป่าพงมีเณรเกเรที่พ่อแม่ส่งมาฝึกจำนวนมาก มีทั้งคนตั้งใจและไม่ตั้งใจ อายุกับวุฒิภาวะก็ต่างกันไป ที่วัดจึงถือว่าการรบกวนผู้ที่กำลังทำสมาธิภาวนานั้นบาปมาก และให้เรากลับมา ฝึกจัดการตัวเอง ไม่ให้หงุดหงิดรำคาญท่ามกลางคนน่ารำคาญ นั่นคือ อิสระอย่างน่าอัศจรรย์ และตามด้วยข้อคิดว่า “You can lead a horse to water, but you can’t make it drink.”
การเตือนคนที่ไม่รับฟังหรือรับฟังแต่ยังปรับปรุงตัวไม่ได้ ให้กลับมาดูที่เหตุปัจจัย ถ้าคนผู้นั้นมีมิจฉาทิฐิแรง พูดไปก็เสียเวลา หรือถ้าเป็นคนมองตัวเองในแง่ร้าย ไม่เชื่อมั่นว่าตนเองจะพัฒนาได้ เราก็ต้องให้กำลังใจเป็นเสียงสะท้อน ที่สำคัญต้องมีความไว้วางใจต่อกัน เขาถึงจะเปิดใจฟังเรา เชื่อว่าเราหวังดี สิ่งนี้จึงอยู่ที่ตัวเราเองด้วย
สำหรับเด็กๆ ที่สอบถามถึงวิธีนั่งสมาธิให้สงบ ไม่เผลอคิด ไม่คุย ไม่ง่วง ต้องเริ่มจากการเห็นคุณค่าของการกระทำนั้น เกิดเป็นฉันทะ เมื่อเราเห็นถึงประโยชน์ การทำสมาธิก็จะง่ายขึ้น แต่ถ้ายังมีความสงสัย ก็ต้องลองทำจนเห็นผลเองแล้วอคตินั้นจึงจะหายไป สำหรับคนไทยการห้ามพูดทำได้ยากกว่าคนต่างชาติ จึงต้องฝึกอยู่กับความเบื่อให้ได้ ฝึกหาความดีในสิ่งที่เบื่อ การได้มีโอกาสจัดการกับกิเลส จึงท้าทาย สำหรับการเผลอคิด ความคิดเองก็เป็นเรื่องธรรมชาติ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป .. ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ความคิด แต่อยู่ที่การปรุงแต่ง การไปสนใจในความคิดนั้น แค่ไม่ต้องไปยินดี ยินร้าย หรือปฏิเสธมัน ถึงเวลาคิดค่อยคิด
สำหรับเด็กๆ ที่สงสัยว่า ทำไมต้องถือศิล ๘ และงดอาหารเย็น นั่นเพราะว่า ศิล ๘ เป็นศิลของผู้ออกจากเรือน ซึ่งเอื้อต่อการปฏิบัติภาวนา เป็นการเอาสุขภาพเป็นใหญ่ ความปกติของร่างกายเป็นสำคัญ การงดอาหารทำให้เรามีเวลาปฎิบัติมากขึ้น ซึ่งทันสมัยเหมือนการทำ Fasting ในปัจจุบันนี้ เราจะง่วงน้อยลงและทำสมาธิได้ดีขึ้น ช่วงแรกอาจรู้สึกว่าทำได้ยาก นั่นเป็นการยากด้วยความคิด แต่ทำไม่ยากถ้าได้ลองทำแล้ว
และเมื่อเด็กๆ อยากรู้ว่า เราจะจัดการความผิดหวัง การยอมรับความจริงไม่ได้ ได้อย่างไร?
พระอาจารย์ได้ให้หลักคิดกับเด็กๆ ว่า เมื่อหวังจะมีผล ๒ อย่างเสมอ จะเอาแต่สมหวัง ก็ต้องเตรียมตัวทุกข์ เพราะเป็นไปไม่ได้ ค่อยๆ เรียนรู้ว่า “มันไม่แน่เนอะ!” ผิดหวังเรื่องนี้ ก็สมหวังอีกเรื่อง ประตูหนึ่งบานปิด อีกบานจะเปิด
ช่วงท้ายจบด้วยคำตอบสั้นๆ จากคำถามของเด็กๆ ที่อยากรู้ว่า อะไรคือความสุขของพระอาจารย์
.. ความสุขคือ เมื่อ “เรา, ของเรา” หายไป
สารพันคำตอบ แม้จะเป็นคำตอบที่พระอาจารย์ตอบลูกๆ แต่กลับกระตุกเตือนให้แม่หยุดทบทวนตัวเองว่า
เราเป็นแม่ที่วางความคิดได้ถูกต้องแล้วหรือยัง ..
เราเป็นความน่าวางใจสำหรับลูกแค่ไหน ..
ขอบคุณทุกคำถามที่ซื่อตรงจากหัวใจพวกหนู ที่ทำให้แม่ได้ย้อนเวลากลับไปเห็นตนเองในบางช่วงที่หลงลืมไป
ขอบคุณโรงเรียนปัญญาประทีปที่มอบโอกาสการเป็นธรรมะบริกรให้แม่ได้ฝึกวาง ฝึกให้ ฝึกรัก และถอยออกมาสำรวจความเป็นปกติชีวิตในบรรยากาศธรรมชาติที่สัปปายะ บนยอดเขาปากช่อง ตลอด ๓ วัน ๒ คืนนี้
บันทึกโดยพ่อวี (น้องณิชา ม.๒)
สนทนาธรรม ถาม–ตอบ กับพระอาจารย์ชยสาโร
“การบังคับ” อาจฟังดูเหมือนเป็นการเบียดเบียนตัวเอง แต่หากพิจารณาให้ดี เราจะเห็นว่าหลายสิ่งที่ดีในชีวิต ล้วนต้องอาศัยการบังคับตัวเองให้ลงมือทำ เช่น การฝึกสมาธิ เจริญสติ หรือการออกกำลังกาย เพราะสิ่งที่มีคุณค่ามักไม่ได้เกิดขึ้นจากความสบายเสมอไป
ถ้าเพื่อนไม่ตั้งใจทำสิ่งที่ดี เราควรทำอย่างไร?
ตอบ: ทุกสังคมย่อมมีทั้งคนที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ แม้แต่ในวัดก็เช่นกัน หากคนอื่นไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ สิ่งสำคัญคือเราต้องกลับมาดูว่า “จะวางใจอย่างไรให้ทุกข์น้อยลง”
“You can lead a horse to water, but you can’t make him drink.”
เราพาเขาไปถึงแหล่งน้ำได้ แต่เราไม่สามารถบังคับให้เขาดื่มน้ำได้
ทำอย่างไรให้นั่งสมาธิแล้วสงบ?
ตอบ: ต้องเห็นคุณค่าของการกระทำ และหมั่นพิจารณาอยู่เสมอว่าการฝึกจิตสามารถช่วยชีวิตเราได้จริง การฝึกสมาธิจึงต้องอาศัยความเข้าใจและความสม่ำเสมอ รวมถึงการฝึกที่ยาวนานพอ
ถ้านั่งสมาธิแล้วมีความคิดมาก แก้อย่างไร?
ตอบ: อย่าบังคับตัวเองมากเกินไป ความคิดไม่ใช่ปัญหา เพราะความคิดเป็นธรรมชาติ สิ่งสำคัญอยู่ที่เราจะวางความคิดนั้นอย่างไร
ถ้านั่งสมาธิแล้วจิตใจวอกแวก แก้อย่างไร?
ตอบ: ไม่ต้องกังวลกับเรื่องความนิ่งมากเกินไป ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อรู้ตัวว่าจิตเผลอไป ก็เพียงรู้ตัวและกลับมาตั้งต้นใหม่
วิธีแก้การ “ไม่ชอบ”
ตอบ: ลองหาข้อดีของสิ่งนั้นให้เจอ เพราะทุกสิ่งล้วนมีข้อดีอยู่เสมอ เมื่อมองเห็นข้อดี เราจะเปิดใจและยอมรับได้มากขึ้น
ถ้ารู้สึกว่าโดนนินทา หรือโดนเกลียด ควรทำอย่างไร?
ตอบ:
* หากเป็นเรื่องจริง ก็ไปขอขมาและขอโทษ
* หากเป็นเรื่องไม่จริง ให้เข้าใจว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะใช้ชีวิตโดยไม่มีใครนินทา แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังถูกนินทาว่าร้าย
และให้ใช้เรื่องนี้เป็นครู เตือนใจว่าเราจะไม่ทำเช่นนั้นกับผู้อื่น
วิธีจัดการกับความเบื่อ
ตอบ: ฝึก “ความอดทน” เพราะความเบื่อมักเกิดขึ้นเมื่อใจไม่ยอมอยู่กับปัจจุบัน และหลายครั้งก็มักพบได้มากในคนที่มีความสะดวกสบายพร้อมอยู่แล้ว
เวลาผิดหวัง หรือยอมรับความจริงไม่ได้ ควรทำอย่างไร?
ตอบ: ให้คิดเผื่อไว้เสมอว่า เราอาจผิดหวังได้ เพราะไม่มีใครสมหวังในทุกเรื่องของชีวิต
ถ้าประตูบานนี้ปิด ก็อาจมีอีกบานที่กำลังเปิด
และเมื่อประตูบานหนึ่งเปิด ก็อาจมีอีกบานหนึ่งที่ปิดลง
การปฏิบัติธรรมจะช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงได้ง่ายขึ้น ทำให้ใจเย็นลง และพร้อมเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตด้วยสติ
#ปัจฉิมโอวาท
ในวันสุดท้ายของการปฏิบัติธรรม พระอาจารย์ชยสาโร ได้เมตตาแสดง ปัจฉิมโอวาท ก่อนสมาทานศีลห้า โดยฝากข้อคิดที่เรียบง่าย แต่ลึกซึ้งและทรงพลังไว้หลายประการ
~~~~~
โรงเรียนปัญญาประทีป ให้การศึกษาแก่ “คนทั้งคน และคนทั้งชีวิต”
เพราะการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งเพียงความรู้ทางวิชาการ แต่คือการบ่มเพาะมนุษย์ให้เติบโตอย่างสมบูรณ์ทั้งกาย ใจ และคุณธรรม
~~~~~
ความเจริญที่แท้จริงของมนุษย์ ไม่ได้วัดจากสิ่งภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ คุณธรรมที่อยู่ภายในใจ
~~~~~
ในโลกปัจจุบัน หลายคนรู้วิธีจัดการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กลับไม่รู้วิธี จัดการอารมณ์ของตัวเอง
ทั้งที่ความทุกข์จำนวนมากในชีวิต ล้วนเริ่มต้นจากการปล่อยให้อารมณ์เข้ามาควบคุมเรา
~~~~~
ธรรมะ คือเครื่องมือในการดูแลตนเอง
หากความสุขของเราผูกติดอยู่กับผู้คนหรือสิ่งแวดล้อมมากเกินไป ใจเราย่อมหวั่นไหวได้ง่าย
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การควบคุมโลกภายนอก แต่คือการเรียนรู้ที่จะพึ่งพาและดูแลจิตใจของตนเอง ไม่ว่าสภาพแวดล้อมรอบตัวจะเป็นอย่างไร
~~~~~
การปฏิบัติธรรม คือการให้เวลากับตัวเอง เป็นช่วงเวลาที่เราได้หยุด และหันกลับมาทำความรู้จักกับตัวเองอย่างแท้จริง
รู้ว่ากายคืออะไร รู้ว่าใจคืออะไร
เพราะหากเราไม่เข้าใจตนเอง สุดท้ายอารมณ์จะกลายเป็นนาย และเราจะกลายเป็นผู้ถูกอารมณ์ชักนำ
~~~~~
หากเราปรารถนาดีกับตัวเอง เราจะเห็นคุณค่าของการฝึกจิต
การฝึกสมาธิไม่ใช่การทำให้จิตไม่คิดอะไรเลย แต่คือการฝึก รู้ทันเมื่อจิตเผลอ และดึงกลับมาใหม่
~~~~~
ทุกครั้งที่จิตหลุดแล้วเรารู้ตัว ทุกครั้งที่ใจฟุ้งแล้วเรากลับมาอยู่กับปัจจุบัน นั่นคือการฝึกจิตอย่างแท้จริง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การฝึกเช่นนี้จะช่วยให้เรา เท่าทันอารมณ์ได้เร็วขึ้น หลงไปกับอารมณ์น้อยลง และกลับมาตั้งมั่นได้ไวขึ้น ทั้งในการใช้ชีวิตและการทำงาน
การฝึกจิตจึงไม่ใช่เรื่องของเวลานั่งสมาธิเท่านั้น แต่คือการเรียนรู้ที่จะกลับมาอยู่กับตัวเองให้ได้…ในทุกช่วงของชีวิต